สายบุญมาทางนี้ Update 5 วัด unseen นครนายกปี 2566

วัดป่ากระทุ่ม

วัดแรกแจกความขลังด้วยโบสถ์ต้นโพธิ์กลางน้ำอายุกว่าร้อยปีที่วัดป่ากระทุ่ม จริงๆแล้วความเก่าแก่ของโบสถ์มากกว่า 200 ปี และบริเวณตัวโบสถ์นั้นยังมีต้นโพธิ์เกิดขึ้น และด้วยความเก่าแก่นั้นทำให้รากของต้นโพธิ์เจริญเติบโตขึ้นมากมายจนเลื้อยไปพันรอบๆตัวโบสถ์ยึดเกาะไว้ทำไม่ให้โบสถ์พังทลายลง ที่สำคัญโบสถ์นี้ตั้งอยู่กลางบ่อน้ำและกลางทุ่งนาเลยก็ว่าได้

ซึ่งการเดินทางเข้าไปทำบุญนั้นแต่ก่อนต้องนั่งเรือพายเข้าไปแต่ปัจจุบันทางหมู่บ้านได้สร้างสะพานไม้ไผ่เอาไว้หรับสำหรับเดินข้ามไปตัวโบสถ์ได้อย่างง่ายๆแล้วค่ะ ตอนนี้ทางชุมชนได้ช่วยกันดูแลบูรณะสิ่งก่อสร้างที่หลงเหลืออยู่ไว้ให้เราได้ชื่นชมความสวยงามทางวัฒธรรมในอดีตที่ยังหลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน ทางท้องที่เปิดให้เข้าชมเวลา 08.00-18.00 น.ปักหมุดไว้ได้เลย

วัดเลขธรรมกิตติ์

วัดที่สองลองเข้าประตูแห่งกาลเวลา จุดเช็คอินอีกที่คือวัดวัดเลขธรรมกิตติ์ ชื่อนี้ท่านได้แต่ใดมาช่างแปลกหูแปลกตายิ่งนัก วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่สมัยปลายกรุงศรีอยุธยาอายุประมาณ 149 ปี นับตั้งแต่ พ.ศ.2415 แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเป็นคนสร้าง ว่ากันว่าพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่5 ก็ได้เคยมาประทับที่วัดแห่งนี้ ทรงมาพร้อมพระราชโอรสโดยเสด็จทางเรือและได้ขึ้นมาเสวยพระกระยาหารที่วัดแห่งนี้ เดิมวัดนี้มีชื่อว่า วัดบางอ้อนอก ต่อมาในปีพ.ศ. 2490 วัดแห่งนี้ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นวัดเลขธรรมกิตติ์ ซึ่งแปลว่า วัดที่มีเกียรติ โดยพระครูสัทธาภินันท์

ถึงแม้จะเป็นวัดเล็กๆ แต่มีมรดกทางโบราณสถานอันล้ำค่าซ่อนตัวอยู่ นั่นคือโบสถ์เก่าที่ปัจจุบันเหลือเพียงผนังและซุ้มประตูซึ่งถูกปกคลุมด้วยรากของต้นโพธิ์ เป็นโบราณสถานทางศาสนาที่มีความสวยงามแปลกตาหาชมได้ยาก มานครนายกต้องมาชมให้เป็นบุญตาสักครั้ง

วัดศรีกะอาง

วัดนี้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธชินราชจำลององค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งมองเห็นเด่นสง่ามาแต่ไกล เพราะสร้างด้วยอิฐถือปูน มีขนาดหน้าตักกว้าง 18 เมตร สูงกว่า 30 เมตร สร้างอยู่บนยอดเขาสูงกว่า 150 เมตร เลยทีเดียว และบริเวณด้านหน้าขององค์พระนั้นก็มีความพิเศษอีกอย่างคือมี กระถางธูปที่ทำจากสเตนเลส ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอีกด้วย มีความกว้าง 60 เซนติเมตร ยาวเกือบ 5 เมตร วัดศรีกะอาง สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2515 โดย หลวงพ่อจำรัส ฐิติจาโค (อินทรกำแหง) ซึ่งเป็นพระธุดงค์ผ่านมาทางบริเวณใกล้ๆ เคียงนี้ นั่นก็คือ น้ำตกกะอาง และได้มาพักแรม ณ บริเวณที่ตั้งวัด จึงเป็นเหตุให้เกิดวัดศรีกะอางขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ภายในบริเวณวัดยังมีอุโบสถที่สร้างอยู่บนยอดเขา เป็นศิลปะที่มีความผสมผสานระหว่างไทยและจีน โดยขอบประตูและหน้าต่างจะตกแต่งด้วยชามสมัยโบราณที่ชาวบ้านนำมาถวายวัดด้วยค่ะ ภายในอุโบสถจะประดิษฐานพระพุทธรูปปางพิชิตมาร ซึ่งมีพระนามของสมเด็จพระสังฆราชจารึกไว้ค่ะ ทางวัดเปิดให้เข้าชมเวลา 08.00-17.00 น.

วัดจุฬาภรณ์วนาราม

มาสัมผัสวัดที่อยู่กับธรรมชาติ หรือจะเรียกว่าวัดอยู่ในป่าก็ว่าได้แต่เลี้ยวรถแยกจากถนนใหญ่ไม่ไกลนักวัดนี้คือวัดจุฬาภรณ์วนาราม ตั้งอยู่ ตำบลบ้านพริก อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก สร้างขึ้นในโอกาสที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงพระชนมายุ ๕๐ พรรษา ในวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๐ และได้พระราชทานนามวัด”วัดจุฬาภรณ์วนาราม” พร้อมด้วยพระราชทานตราสัญลักษณ์ จภ เป็นตราประจำวัด เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ ด้านหน้าวัดจุฬาภรณ์วนาราม เลี้ยวรถเข้ามาเราก็จะเจอ อุโมงค์ต้นไผ่สวยงามโดดเด่นยาวจากหน้าประตูวัดไปจนถึงบริเวณทางไปโบสถ์เลยทีเดียว ยังไม่ทันจะเข้าโบสถ์ก็โดดไปถ่ายรูปเช็คอินกันก่อนเลย ด้วยความเป็นธรรมชาติ อากาศก็จะดีมากร่มรื่นเย็นสบาย แม้ว่าอากาศก่อนทางเข้าวัดจะร้อนแค่ไหน ผ่านอุโมงค์ต้นไผ่จะรู้สึกถึงความเย็นสบายที่แตกต่างทันที

ด้านข้างอุโมงค์ไผ่สีทอง ติดลานจอดรถ แสนสะดวกสบาย และยังมีร้านค้าชุมชนจำหน่ายผลิตภัณฑ์พืชผักพื้นบ้าน แม่ค้าอัธยาศัยไมตรีดีมาก ชอบบรรยากาศกลิ่นอายของชนบท น่ารักและมีเสน่ห์มากค่ะ

อุทยานพุทธบูชา

หรือชื่อเต็มๆที่ว่า พุทธอุทยานมาฆบูชาอนุสรณ์ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับทางขึ้นน้ำตกสาลิกาบนพื้นที่ 53 ไร่ แวดล้อมด้วยภูเขา มีสายน้ำไหลผ่าน เมื่อเข้าไปในสถานที่แห่งนี้ จะได้เห็นพระพุทธรูปปางแสดงโอวาทปาติโมกข์ขนาดใหญ่เด่นเป็นสง่าหน้าตัก 9 เมตร สูง 13.5 เมตร เป็นตัวแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

บริเวณโดยรอบ มีการสร้างพระพุทธรูปขนาดหน้าตัก 90 ซม. อีก 1,250 องค์ เป็นตัวแทนพุทธสาวกแสดงถึงเหตุการณ์สำคัญเมื่อครั้งพุทธกาล คือ วันมาฆะบูชา กล่าวคือ เป็นวันจาตุรงคสันนิบาตหรือวันประชุมใหญ่อันประกอบด้วยองค์ 4 คือ
1.พระภิกษุสงฆ์ซึ่งเป็นพุทธสาวกจำนวน 1,250 องค์ มาชุมนุมพร้อมกันโดยที่ไม่ได้นัดหมาย
2.พระพุทธสาวกเหล่านี้ล้วนเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา คือ เป็นผู้ที่พระพุทธองค์ทรงประทานการอุปสมบทด้วยพระองค์เอง
3.พระภิกษุสงฆ์ทั้งหมดเป็นพระอรหันต์
4.วันนั้นเป็นวันเพ็ญเดือนมาฆะ คือพระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์

ดังนั้น เมื่อเข้ามาถึงภายในบริเวณพุทธอุทยานจะเห็นได้ว่ามีพระพุทธรูปบรรดาสาวกของพระพุทธเจ้าเต็มไปหมดเป็นสถานที่เดียวในโลกก็ว่าได้ นอกจากสาวกพระพุทธเจ้าแล้ว เราเดินชมไปรอบๆจะพบกับพระธาตุประจำปีนักษัตรใครจำพระธาตุของตนเองไม่ได้ก็ไปดูกันนะจ๊ะ และปัจจุบันบริเวณดังกล่าวมีต้นไม้ที่กำลังเติบโตให้ร่มเงา มีสายน้ำจากน้ำตกสาริกา ไหลผ่านให้ความร่มเย็นสดชื่น มีภูเขาล้อมรอบให้ความรู้สึกมั่นคงอบอุ่นปลอดภัย และทางพุทธอุทยานได้สร้างศาลาปฏิบัติธรรมเพิ่ม เพื่อให้ผู้ที่สนใจปฏิบัติธรรมได้ใช้เป็นสถานที่นั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรม และสามารถเดินทางมาสักการะได้ทุกวันเลยล่ะค่ะ จบทริปอิ่มบุญสดชื่นหัวใจกันไป พบกันใหม่กับทริปต่อไปนะคะ