A PHP Error was encountered

Severity: Notice

Message: Only variable references should be returned by reference

Filename: core/Common.php

Line Number: 257

เที่ยวแบบมินิ Aichi Shizuoka

เที่ยวแบบมินิ Aichi Shizuoka

ทริปนี้ผมจะพาทุกคนไปเที่ยวจังหวัดที่อยู่กลางแผนที่ประเทศญี่ปุ่น นั้นคือจังหวัดนาโกย่า แต่ทริปนี้ผมใช้แค่สนามบินของจังหวัดนี้เท่านั้น เพื่อให้เป็นจุดเริ่มต้นของการเที่ยว เพราะจังหวัดใกล้เคียงนี้ยังมีอะไรให้เที่ยว ให้ชิลอีกเยอะเลยครับ


พาเที่ยวไอจิ - ชิซุโอะกะ แบบรวดเดียว กระทัดรัด แต่จัดเต็ม!!


เริ่มการเดินทางที่ประเทศไทยด้วยสายการบินแห่งชาติ “การบินไทย” ไฟล์ทที่ TG644 บินลงที่สนามบิน chubu centrair บินเที่ยงคืน มาถึงก็เช้าพอดี มาช่วงนี้อากาศกำลังดีเลยครับ ออกมาเดินเล่นตรงชั้น 2 ของอาคาร จะเป็นไฮไลท์ของสนามบินนี้ คือ สกายวอล์คที่สามารถมายืนดู ถ่ายรูป เครื่องบินขึ้นและลง เห็นแบบ 360 องศา


   


 


ออกมารับอากาศเย็นๆสักหน่อยให้พอหายร้อนจากประเทศไทย ก็กลับเข้ามาด้านใน เพื่อที่จะไปแลก ตั๋ว JR Mt.Fuji - Shizuoka Area Tourist Pass (Mini) ไว้ใช้สำหรับการเดินทางในทริปนี้ “ขอกระซิบหน่อยว่า ตั๋วนี้ ใช้ขึ้นรถไฟ ลงเรือยนต์ แล้วก็ยืนบน(นั่ง)รถเมล์ ได้หมด แบบครบครันเลยทีเดียว” ราคาก็แค่เพียง 4,500 เยน



ตั๋ว JR Mt.Fuji - Shizuoka Area Tourist Pass (Mini) เป็นแบบใช้ 3 วันต่อเนื่อง ใช้ได้ทั้งรถไฟประเภท Limited Express / Rapid / Local



มีตั๋วพร้อมเดินทางแล้ว แต่ขอเวลาสัก 1 ชั่วโมง ในการอาบน้ำเปลี่ยนชุด เพื่อให้วันทั้งวันในการเที่ยวนี้ไปแบบสบายๆไม่มีกลิ่น พร้อมแล้วลากกระเป๋ากดลิฟต์ลงไปชั้นล่างสุดของสนามบิน ทางด้านหลังจะมีโรงแรมแคปซูลให้บริการ มีทั้งแบบค้างคืน และชั่วคราว คิดเป็นรายชั่วโมงก็มีครับ



ห้องอาบน้ำ แบ่งเป็นชาย - หญิง และยังมีห้องอาบน้ำแบบแช่ตัวได้ด้วย แค่ชั่วคราวก็ฟิน สบายตัวได้นะครับ





ด้านหน้าโรงแรม TUBE Sq จะมีหุ่นยนต์ต้อนรับ และพนักบริการดีมาก



ทาดาาาาาาา เสร็จแล้วครับ อาบน้ำเปลี่ยนชุด พร้อมออกเที่ยว เริ่มเที่ยวในสบามบินก่อนเลยละกันไหนๆ ก็จะเดินผ่านอยู่แล้ว เป็นอาคารเก็บเครื่องบินเก่าของสนามบิน เครื่อง Boing 787 โดยใช้ชื่อนิทรรศการนี้ว่า “Flight of Dreams” ได้ทีมงานคุณภาพดีอย่าง Team Lab มาออกแบบให้ บอกเลยว่าสวยจริงๆ

อลังการมากๆ และน่าตื่นต้นสุดๆ



ภายในนิทรรศการ แบ่งเป็น 9 โซน มีทั้งการแสดงแสงสีเสียงประกอบกับเครื่องบิน Boing 787



โซนจัดแสดงถึงประวัติและการพัฒนาของเครื่องบิน , โซนกิจกรรมของเด็กๆ ที่สามารถให้พับเครื่องบินแล้วทดลองร่อน หรือจะไปออกแบบเครื่องบินในกระดาษที่เตรียมให้ แล้วสแกนเข้าคอมพิวเตอร์ เครื่องบินลำนั้นก็จะสามารถลอยอยู่จอได้





โซนถัดมาก็จะพิพิธภัณฑ์ และจุดจำหน่ายของที่ระลึก และโซนสุดท้ายเห็นจะเป็นโซนที่คนให้ความสนใจมากที่สุด คือสามารถเข้าไปดูภายในเครื่องบิน Boing 787 ได้



บอกได้เลยว่าคุ้มค่าตั๋ว 1,200 เยนแน่นอน ใครอยากมาตามรอยที่นี่เปิดทุกวันเวลา 10:00 น. – 17:00 น. ( วันเสาร์เปิดถึง 19:00 น.)




และกองทัพต้องเดินด้วยท้อง ขับรถออกจากสนามบินไม่ไกล มีร้านอาหารกลางวันที่เป็นของขึ้นชื่อ อย่างร้าน Maruha Shokudou ร้านอาหารที่รวบรวมความสดของอาหารทะเลนานาชนิด ทั้งกุ้ง ปลา และเซตอาหารประจำร้านที่มาถึงต้องสั่งคือ JR NAGOYA SET เซตเล็กๆ ที่มีกุ้งทอดตัวโตเป็นเมนูแนะนำของทางร้าน



อิ่มแล้วก็ออกเดินทางกันต่อเลยนะครับ จุดต่อไปนี้เราจะไปล้างปากด้วยผลไม้ นั่งรถไปเมือง Gamagoori เมืองที่มีผลผลิตเป็นส้มที่เยอะมาก มีพันธุ์ส้มโดดเด่นอยู่ชนิดนึงคือ “ส้มมิคัง” ( Unshu Mikan ) มองไปทางไหนก็เจอแต่ส้ม เรามากันที่ Gamagoori Orange Park เป็นสวนส้มขนาดใหญ่ ที่นี่ตั้งอยู่ริมอ่าวมิกาวะ ที่มีทั้งน้ำที่พอดีและสภาพอากาศที่เหมาะสมมากในการปลูกส้ม ทำให้ผลผลิตที่ออกมามีรสชาติดี มีมาตรฐาน และมีชื่อเสียงมาก



ที่เดินเข้าไปในร้านมองไปทางไหนก็มีแต่ส้ม ผลส้ม น้ำส้ม ขนมรสชาติส้ม ของฝาก ของที่ระลึกรูปส้ม





แต่ถึงจะเป็นสวนส้ม ไม่ได้หมายความว่าที่นี่จะมีแต่ส้มนะครับ เพราะที่นี่เขาก็ยังมีสวนสตรอว์เบอร์รีเปิดให้เข้าไปเก็บกินได้อีกด้วย สวนนี้เปิดทุกวันเวลา 9.00 – 17.00 น.



สตรอว์เบอร์รีที่นี่เด็ดเองจากต้นแล้ว แต่ละลูกที่เราเลือกมันมีรสชาติต่างกัน




ไปต่อกันที่พิพิธภัณฑ์ จัดแสดงงานทางวัฒนธรรม Seaside Literary Memorial Museum (Umibe No Bungaku Kinenkan)





ริมอ่าว Mikawa และด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์ยังสามารถมองเห็น เกาะ Takeshima



ซึ่งเป็นเกาะที่ไม่ไกลจากฝั่ง สามารถเดินข้ามสะพานไปไหว้ศาลเจ้า Yaotomi ได้ แล้วกลับมานั่งดูพระอาทิตย์ตกก่อนจะหมดวันก็ได้บรรยากาศเหงาๆอยู่นะ



คืนนี้เป็นคืนแรกของทริป เราเลือกพัก Shofuen Hotel โรงแรมริมอ่าว Mikawa วิว 360 องศา แล้วยิ่งได้เข้าห้องพักมาช่วงเวลาใกล้พระอาทิตย์ตก มุมองจากห้องที่มองออกไป คือ สวยมากกกกกก



เที่ยวให้สุดก่อนจะสลบในคืนแรก และเดินทางไม่ไกลจากโรงแรมด้วย มากันที่ Lagunasia

การแสดงไฟ การฉายแสงเข้ากำแพง ระบำน้ำพุ สวนดอกไม้ในโดม และอีกมากมายยยย อลังการล้านแปดมาก



และจุดนี้เป็นไฮไลท์ของการแสดง คือการฉายแสงเข้ากำแพง และเล่าเรื่องราวต่างๆ





เช้าแล้วจ้าาาา วันนี้เราจะไปเที่ยวข้ามจังหวัดที่ติดกัน อย่างจังหวัดชิซุโอะกะ นั้นคือเมือง Hamamatsu เป็นเมืองที่มีที่เที่ยวแบบครบรสมาก



ที่แรกที่เรามาก็คือ nakatajima sakyu เป็นเนินทรายขนาดใหญ่



ที่ทางเมืองได้ถมขึ้นเพื่อป้องกันชายฝั่ง จากน้ำทะเลที่เซาะเข้ามา และในช่วงฤดูร้อน จะมีเต่ามาว่างไข่ เป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดเป็นสถานที่แห่งใหม่ของเมือง



ที่เมื่อวานเราแลกตั๋ว JR pass มาแล้วนั้น จาก Nakatajima เราสามารถใช้พาสนี้ ขึ้นรถเมล์ ไปทะเลสาบ Hamanako ได้เลย






ถเมล์จะจอดให้ที่ป้าย Lake Hamana Pleasure Boat แล้วทำไมเราต้องลงป้ายนี้ ใช่เลยเราจะนั่งเรือล่องทะเลสาบกัน ซึ่งพาสที่เราใช้นั่งรถเมล์มานั้น ก็สามารถใช้นั่งเรือชมวิวทะเลสาบได้อีกด้วย





แต่อีกไฮไลท์ของการนั่งเรือ ไม่ได้มีแค่ชมวิวทะเลาบเท่านั้นนะครับ แต่เรายังสามารถซื้อขนมฮานามิ ที่จากท่าเรือ เพื่อไปให้อาหารนกนางนวลได้อีกด้วย มีนกบินตลอดตั้งแต่ทางขึ้นเรือ จนไปถึงกลางทะเลสาบ ให้กับมือหรือจะโยนก็ได้



นั่งเรือชมวิวได้ประมาณ 30 นาที



เรือจะพาเรามาส่งฝั่งตรงข้ามของอ่าว ซึ่งจะมีร้านอาหารของขึ้นชื่อ เป็นร้านเล็กๆ น่ารัก ติดริมน้ำ วิวทะเลสาบสวยมาก ผมเลยฝากท้องอาหารกลางวันไว้ที่ร้านนี้



ร้าน Kanzanjien เมนูเด่นของทางร้าน จะเป็นอาหารทะเลทุกชนิด เพราะวัตถุดิบสด ใหม่ ปรุงได้อร่อยมาก







หลังจากทานเสร็จ ก็ออกเที่ยวกันต่อดีกว่านะครับ สวนดอกไม้ Hamamatsu flower park สวนดอกไม้นานาพันธุ์



แบ่งออกกเป็นโซนได้ชัดเจน ทั้งกลางแจ้ง และในโดม ช่วงที่มานี่เขาจัดแสดงดอกเบญจมาศ มีหลายสีมากกก






และที่พลาดไม่ได้ไอศครีมกุหลาบ อร่อยมาก ราคาอยู่ที่ 500 เยน



ที่น่าเซอร์ไพรส์ไปอีก คือสวนต้นไม้ฤดูร้อน มันคือต้นไม้ที่มีอยู่ในประเทศไทยทั้งหมดเลย และยังมีสวนต้นกระบองเพชร



ถึงเวลาสนุกแล้ว ร้านขายชาท้องถิ่น muramatsu shouden ร้านชาพื้นเมือง



เป็นร้านชาร้านเดียวที่มีกิจกรรมให้ทำ เป็นการทายชนิดชา แบบแรกเริ่มจะให้เราดูลักษณะชาแต่ละชนิด จับได้ ดมได้ หลังจากนั้น เขาจะชงชาแต่ละชนิด






แล้วให้ชิมและทายว่าเป็นชาชนิดไหน มันทั้งสนุก ทั้งลุ้น ทั้งเสียดายที่ทายผิดเพราะบางคำตอบก็มั่นใจมากนะครับ^^




วันนี้ก็สนุกกันมาทั้งวันแล้วนะครับ ขอตัวไปพักผ่อน แล้วอัพรูปอวดเพื่อนดีกว่า แล้วพรุ่งนี้จะไปเที่ยวไหนต่อ เดี๋ยวมาต่อกันอีกนะครับ


#นายต้นไม้




เช้าวันนี้เรามาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของเมืองชิซุโอะกะ เริ่มที่ปราสาทฮามามัสสึ Hamamatsu Castle




เป็นปราสาที่มีชื่อเสียงในเรื่องของกำแพงหิน ซึ่งสร้างขึ้นในรูปแบบของ Nomenzumi หมายถึงกำแพงหินที่ยังเหลืออยู่จากที่เคยมี พูดกันว่าถ้านักท่องเที่ยวพบหินรูปหัวใจในกำแพงหิน จะทำให้นักท่องเที่ยวโชคดี ผมนี่เดินจนรอบแต่ก็ไม่เห็น



ปราสาทมีทั้งหมด 4 ชั้นรวมชั้นใต้ดิน จากหอสังเกตการณ์ที่ชั้นบนสุดสามารถเห็นทิวทัศน์ของเมือง Hamamatsu และถ้าวันที่ฟ้าเปิดยังสามารถเห็นภูเขาไฟฟูจิได้อีกด้วย สำหรับชั้นอื่นๆ เป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่มีการจัดแดงเครื่องมือหลากหลาย, ดาบญี่ปุ่นและเสื้อเกราะ




เดินชมพอรู้จักประวัติเมือง Hamamatsu กันแล้ว ทางด้านหลังของปราสาท มีร้านชาโบราณ ที่มีวัตถุดิบดีอย่างใบชา และ กรรมวิธีที่บรรจง Teahouse shointei





จะเสริฟชาให้ดื่ม พร้อมขนมหวาน อีกทั้งยังชมสวนญี่ปุ่น ที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของทางร้านมาก




สถานที่ต่อไปที่ผมเลือกมาเที่ยวนั้น คือ สวนนก Kakegawakachouen



สวนนกที่รวบรวมนกหลากหลายชนิด




สวนดอกไม้นานาพันธุ์หลากสีสันจากทั่วโลกกว่า 700 พันธุ์ตามฤดูกาล



เรายังสามารถจับ ถ่ายรูปกับนกต่างๆ และให้อาหารนกจากมือได้ด้วย ถือว่าเป็นประสบการณ์ใหม่อีกอย่างของผมเลย ที่ได้มาเที่ยวที่นี่






Lunch Time เย้ๆ เที่ยวมาครึ่งวันแล้ว ถึงเวลาอาหารกลางวันสักที ร้านอาหารกลางวันที่ผมกินวันนี้ เป็นร้านแฮมเบิร์กที่มีสาขาอยู่แค่ในจังหวัดชิสุโอกะ




เมนูเด็ดของที่นี่ถือแฮมเบิร์กเนื้อ ที่มีจุดเด่นอยู่ที่ซอสของแฮมเบิร์กที่ทางร้าน



ย่างด้วยถ่านทำให้มีกลิ่นหอม ผ่าครึ่งก็จะเห็นได้ถึงความชุ่มฉ่ำของเนื้อที่ย่างมา ใครที่ชอบทานเนื้อผมว่าต้องฟินกับเมนูนี้แน่ๆ



กินคาวไม่กินหวาน มันก็จะไม่อยู่ท้อง และด้วยความที่เมืองชิสุโอะกะเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตชาขึ้นชื่อของประเทศญี่ปุ่น ของหวานครั้งนี้จะเป็นอะไรไม่ได้ คาเฟ่ชาเชียว Maruzen Tea Roastery



โดยทางร้านมีเครื่องดื่มชาที่ได้รับการชงอย่างพิถีพิถัน ชงชาแบบ Hand Drip แก้วต่อแก้ว ซึ่งสามารถเลือกระดับการคั่วของชาได้ดังนี้ 100℃・130℃・160℃・และ 200℃




และอีกหนึ่งเมนูเด่นของร้าน ก็คือเจลาโต้ชาเขียว มีให้เลือกทั้งมัจฉะและโฮจิฉะ




โดยเจลาโต้แต่ละแบบก็จะทำมาจากใบชาที่ได้รับการคั่วในระดับที่ต่างกันออกไป จึงทำให้มีกลิ่นหอมของชาอย่างชัดเจน



เย็นวันนี้เราย้ายที่นอนไปเมืองออนเซ็นใกล้ๆ อย่างเมือง Shuzenji เราเดินทางด้วยพาส JR ที่เรามีอยู่



ถึงเวลาพักผ่อนร่างกาย คลายเส้นกันหน่อย จากสถานีรถไฟ Shuzenji เราใช้พาสนั่งรถบัสเบอร์ 10 ไปยัง Kazurakawa ย่านออนเซ็นในเมือง Shuzenji ถึงปุ๊บก็ตรงดิ่งไปยัง Katsuragawa Ryokan ที่พักระดับหรู





ห้องเสื่อทาทามิขนาดใหญ่ นอนกลิ้งได้สบายๆ บริการฟูลเซอร์วิส อาหารเช้าและเย็นแบบญี่ปุ่น



และที่สำคัญมีออนเซ็นทั้งแบบ indoor และ outdoorให้เราเลือก มันฟิลกู๊ดจริงๆ



เช้าวันใหม่ วันสุดท้ายของการเที่ยวทริปนี้ เราเดินทางไปยัง หมู่บ้าน Shuzenji หมู่บ้านออนเซนเก่าแก่อายุ 1200 ปี ขอเดินเที่ยวชมเมืองด้วยเท้าเปล่า เดินไปตามเส้นทางเมืองเก่า



เริ่มต้นเช้าด้วยการไปร้านเช่าชุดกิโมโน แปลงร่างสวมบทบาทเป็นหนุ่มญี่ปุ่น เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศ



ร้าน MaChi nabi yururi ร้านเช่าชุดไม่ใหญ่ แต่มีให้เลือกเยอะมาก ราคาย่อมเยา เจ้าของร้านน่ารักดูแลดีมาก




แต่งตัวเสร็จเราก็เดินเล่น บริเวณเมืองเก่า ตึกราบ้านช่องเมือง shuzenji ยังคงความมีเสน่ห์ ความเป็นยูนีคของญี่ปุ่น ที่เห็นแล้วต้องหยุดถ่ายรูปได้ตลอดทางเลย



เดินจากร้านเช่าชุดตรงมาเรื่อยๆไม่ถึงกับเหนื่อย ก็จะเจอวัด Shuzenji เป็นจุดศูนย์กลางเมื่อมาเที่ยวเมืองนี้ต้องแวะเข้าไปไหว้พระขอพรกันก่อนจะเดินเล่นไปยังจุดอื่นๆ



ซึ่งแต่ละวัดในญี่ปุ่นจะต้องล้างมือล้างปากก่อนเข้าวัด แต่วัดนี้มีความพิเศษกว่าที่อื่นเพราะน้ำที่เราใช้ล้างนั้นเป็นน้ำแร่ธรรมชาติ สมกับที่เป็นหมู่บ้านออนเซนจริงๆ



ที่นี่มีแม่น้ำ Katsura ไหลผ่านกลางหมู่บ้านใต้สะพานแดง สองข้างทางเป็นเรียวกังตลอดแนว จึงทำให้ถ่ายรูปเล่นกันจนเพลิน แต่ถ้าเหนื่อย เมื่อยเท้านัก ก็แวะพักแช่เท้าในน้ำแร่หน้าวัด ซึ่งมีบริการฟรี


เดินวนไปเรื่อยๆ รอบหมู่บ้านก็จะเจอป่าไผ่สีเขียวสูงเสียดฟ้า มีที่นั่งให้ชมวิว และยังสามารถนอนชมวิวได้ด้วย




ออกจากป่าไผ่ ก็จะเป็นบ้านเก่าแบบญี่ปุ่นที่ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นคาเฟ่ ร้านอาหาร ร้านของฝาก


และอีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวสำคัญของทริปนี้ที่ผมตั้งใจและอยากมาเห็นตามากที่สุดนั้นคือ ภูเขาไฟฟูจิ แต่ที่ที่เรามายืนอยู่ตรงนี้เรียกว่า Mishima skywalk



สถานท่องเที่ยวแห่งใหม่แกะกล่อง เพราะที่นี่ได้รับการตอบรับดีมาก เพราะเป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญที่วามารถมายืนดูภูเขาไฟฟูจิได้



Mishima Skywalk หรือชื่อเต็มๆ ก็คือ The Hakone Seiroku Mishima Suspension Bridge สะพานแขวนข้ามทอดหุบเขาที่มีความยาวถึง 400 เมตร เหนือระดับพื้นดินกว่า 70.6 เมตร หลังจากเปิดบริการมันก็ขึ้นคว้าตำแหน่งสะพานแขวข้ามที่ยาวที่สุดในญี่ปุ่นไปครอง





สวนผลไม้ Izu fruit park เป็นอีกหนึ่งจุดที่เราก็สามารถมายินดูภูเขาไฟฟูจิได้เหมือนกัน และยังเป็นจุดที่สำหรับนักเที่ยวซื้อของฝากติดไม้ติดมือกลับไปด้วย






ก่อนจะกลับเราจึงเวะศาลเจ้า kinomiya เมืองอะตามิ ที่อยู่ทางทิศตะวันออกสุดของจังหวัดชิซุโอกะ เพื่อขอพรให้เป็นสิริมงคล





ศาลเจ้าคิโนะมิยะ เป็นศาลเจ้าบูชาเทพเจ้าที่ให้โชคเรื่องความโชคดีและความเป็นสิริมงคล และใกล้กับตัวศาลเจ้าหลักมีต้นการบูรยักษ์อายุมากกว่า 2,000 ปี ความยาวรอบต้นประมาณ 24 เมตร



มีความเชื่อกันว่าหากเดินรอบต้นการบูรใหญ่นี้ 1 รอบอายุจะยืนขึ้น 1 ปี และหากอธิษฐานขอพรในใจโดยไม่บอกใครในขณะเดินรอบต้นจะทำให้สมพรในสิ่งที่ขออีกด้วย



ก่อนกลับ จะกลับจริงๆแล้วนะครับ ไหนๆก็ทางผ่านแวะชมวิวภูเขาไฟฟูจิ ที่จุดพักรถบนทางด่วน fujigawa



ในมุมมองที่ภูเขาไฟฟูจิเป็นสีส้ม เพราะเป็นช่วงเวลาที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน บอกได้คำเดียวว่าสุโค่ยยยยยย!!





แล้วหลังจากตะวันตกดินไปแล้วนั้น ผมก็นั่งรถยาวๆ เพื่อกลับมาที่สนามบิน chubu centrair เพื่อบินจ่อกลับมาประเทศไทย ระหว่างที่นั่งรถกลับ ก็ได้คิดอะไรเรื่อยเปื่อย ว่าทริปสั้นๆแบบนี้ แต่ทำไมได้เที่ยวเยอะจัง ได้ทำอะไรที่ไม่เคยทำ ได้กินของอร่อยของดีของเมืองอีกด้วย และยังได้เห็นอะไรที่คิดว่าสักครั้งหนึ่งต้องมาเห็นด้วยตัวเอง และแน่นอนมันคือประสบการณ์ใหม่ ที่ผมคิดแล้วว่า การเดินทางมันสร้างความสุขให้เราจริงๆ


#นายต้นไม้

TAG: aichi-shizuoka,Japan‬‬

ความคิดเห็น

Copyright © 2015 Welovetogo.com All rights reserved.

Top