ไม่เที่ยวไม่รู้ Chugoku Style EP.3

  • Share
  • share facebook
  • share google plus
view 2,596

ตามที่บอกว่าจากตอนที่แล้วผมยังเที่ยวไม่จบนะครับ วันนี้ตื่นแต่เช้าอากาศเป็นใจ ไม่มีฝน มาแต่แดดเต็มๆเลย ร้อนแต่เช้า ฮ่าๆ แต่ไม่เป็นไรยังดีกว่าฝนตกแล้วเที่ยวแบบเปียกๆ นะครับ เช้าวันนี้จากโรงแรมที่เราพักไม่ไกลกันมากสามารถเดินไปได้ ที่แรกที่เราไป


Kurashiki Bikan Historical Quarter หมู่บ้านญี่ปุ่นโบราณสีขาวที่มีต้นหลิวเรียงรายริม แม่น้ำ ที่นี่มีความสำคัญในฐานะเขตอนุรักษ์กลุ่มโบราณสถานที่มีคุณค่า ที่นี่จึงเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าที่รุ่งเรืองในศตวรรษที่ 17 ทั้งยังเป็นย่านที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของเสน่ห์เมืองเก่าที่ดูกลมกลืน จึงทำให้ผู้ที่มาเยือนจะได้สัมผัสอิทธิผลวัฒนธรรมตะวันตกที่ผสานกับวิถีชีวิตแบบญี่ปุ่นได้อย่างลงตัว ย่านนี้เป็นเมืองเงียบๆ แต่ก็มีกิจกรรมให้กับหมู่นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะได้นั่งเรือลำเล็กล่องไปตาม Kurashiki River ที่ไหลผ่านกลางเมือง พร้อมกับชมบรรยากาศ ตลอดเรียบฝั่งคลอง การเดินทาง : จากสถานี JR Kurashiki Sta. เดินประมาณ 15 นาที


ที่นี่จึงเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าที่รุ่งเรืองในศตวรรษที่ 17 ทั้งยังเป็นย่านที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของเสน่ห์เมืองเก่าที่ดูกลมกลืน


จึงทำให้ผู้ที่มาเยือนจะได้สัมผัสอิทธิผลวัฒนธรรมตะวันตกที่ผสานกับวิถีชีวิตแบบญี่ปุ่นได้อย่างลงตัว ย่านนี้เป็นเมืองเงียบๆ แต่ก็มีกิจกรรมให้กับหมู่นักท่องเที่ยวที่มาเยือนนั้นคือนั่งเรือลำเล็กล่องไปตาม Kurashiki River ที่ไหลผ่านกลางเมือง พร้อมกับชมบรรยากาศ ตลอดเรียบฝั่งคลอง



และของขึ้นชื่ออีกอย่าง ที่เมื่อมาเดินเที่ยวที่หมู่บ้านนี้แล้ว ก็พลาดไม่ได้ที่จะได้ลองทำขนมหรือชิม วอร์มเครื่องกันแต่เช้าแล้ว งั้นเราไปต่อกันเลยนะครับ เที่ยวแบบไม่พักกันไปเลย เอาให้ระบมกันไปข้าง ฮ่าๆ สถานที่ต้อไปนั้นผมจะพาไปเก็บลูกพีช ว้าววววว อยากกินพีชชชชชชชชช วันนี้เรามาเก็บพีชกันที่สวน Tomomien ด้วยราคาที่โอเคเลย 1000 เยน สามารถเก็บกลับได้ 1 ลูก  และบุฟเฟต์นั่งทานได้ 30 นาที



การเก็บกลับบ้านนั้นเราสามารถเลือกได้ตามสบาย อยากเก็บลูกไหน ต้นไหนก็ได้ของสวน ก่อนเก็บ เจ้าหน้าที่ดูแลสวนจะแนะนำวิธีการเก็บที่ถูกต้องให้กับเรา


ไปเริ่มเก็บกันเลยครับ



หลังจากเก็บใส่กล่องได้แล้ว ก็ถึงเวลาบุฟเฟต์ หูวววมีให้ชิมเยอะมาก หวาน ฉ่ำ อู๊ยยยยยยฟิน และหากเพื่อนสนใจที่จะซื้อกลับไปทาน ทางสวนก็ขายให้ด้วยนะครับ ราคาก็ถือว่าคุ้มกับการที่ได้มาซื้อจากสวนโดยตรง


ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้เลยนะครับ http://www.hakutou.jp/peach-picking/index_en.html (English)

ฟินกับพีชไปพอสมควรแล้ว เรามาเพลิดเพลินชมความงามต่อด้วยกันนะครับ ปราสาทที่กำลังจะไปนั้นตรงข้ามกับวันแรกที่เราไป เพราะนั้นคือปราสาทสีดำทะมึน ที่สวยแบบดุดัน แต่นี้เรามาชมปราสาทที่มีสีขาวบริสุทธิ์ สวยและอลังการไม่แพ้กัน


ปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle) ถือว่าเป็นปราสาทที่ยิ่งใหญ่และสวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ.1400 และเนื่องจากปราสาทนี้ยังไม่เคยถูกทำลายมาก่อน ทั้งในยุคที่มีสงคราม ไฟไหม้ หรือการเกิดแผ่นดินไหว ทำให้ยังคงรูปแบบดั้งเดิมของตัวปราสาทเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ จึงทำให้ปราสาทนี้เป็น 1 ใน 4 ปราสาทที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น


ปราสาทฮิเมจิเป็นปราสาทที่มีอาณาบริเวณกว้างขวาง มีอาคารน้อยใหญ่อยู่ภายในมากถึง 80 อาคารที่เชื่อมต่อกันทั้งหมด มีกำแพงและประตูกั้นแต่ละส่วน ปราสาทฮิเมจิเพิ่งจะผ่านการรีโนเวทครั้งใหญ่มาเมื่อปี 2015 ทำให้สภาพของปราสาทตอนนี้สวยงามและสมบรูณ์มาก


เป็นยังไงบ้างครับ สวยเนอะ ทั้งความยิ่งใหญ่ และสีขาวที่สะอาดตา ค่าเข้าชมปราสาท ก็ราคาสบายๆเลย เพียงแค่ 1000 เยนเท่านั้น บอกเลยว่าคุ้มค่ากับการจ่ายเงินไปเลยครับ เพราะได้รู้ถึงประวัติศาสตร์และความเป็นมาแต่ละจุด แต่ละชั้น

ไปครับ ไปเทียวกันต่อ สถานที่ต่อไปที่เราจะไปนั้น ผมก็บอกได้เลยว่าสวยไม่แพ้กัน แต่สำหรับบางคนอาจจะอยากอยู่ตรั้งนั้นนานๆเลยแน่ๆ นั้นคือ สวนดอกไม้ Awaji Hana Sajiki


จังหวัดเฮียวโงะเป็นที่รู้จักกันในนามของเกาะแห่งดอกไม้ เพราะที่นี่เป็นสวนขนาดใหญ่ที่มีดอกไม้หลายชนิดซึ่งบานในแต่ละฤดูแตกต่างกัน แต่ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือทุ่งดอกเรปซีด ซึ่งเป็นดอกไม้สีเหลืองที่ขึ้นทั่วไปตามเมืองชนบทในของประเทศญี่ปุ่น แต่ทุ่งดอกเรปซีดที่สวนนี้จะขึ้นปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณเนินเขา ทำให้เกิดเป็นภาพทุ่งสีเหลืองสดตัดกับสีเขียวของต้นไม้และสีน้ำเงินของท้องฟ้าอย่างสวยงาม แต่ครั้งนี่เรามาในช่วงฤดูร้อน ที่สวนนี้ก็จะปลูกดอก spiny spider flower


แต่ที่สวนนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ดอก spiny spider flower ยังมีส่วนที่เป็นทุ่งทานตะวันที่รับแสงแดดอย่างเต็มที่ และดอกไม้อื่นๆอีหลายชนิดที่มีเบ่งบาน เพิ่มสีสันในช่วงฤดูร้อนนี้ให้สดใสมากๆ เลยครับ


การเดินทางโดยรถไฟและรถบัส ลงรถไฟที่ JR maiko 、สถานี Maiko-kōen(Sanyo Electric Railway)แล้วขึ้นรถบัสจาก kaisoku-maiko ลงที่ Higashiura bus terminal จากนั้นต่อแท๊กซี่ จะใช้เวลาประมาณ 10 นาที ดื่มด่ำกับธรรมชาติเพียงพอแล้ว ไม่ไกลกันมากเรานั่งรถบัส ไปเที่ยวต่อกันที่ Nijigen no Mori

ที่นี่ได้ถูกจัดขึ้นให้เป็น Anime / Manga Theme Park แห่งใหม่บนเกาะ Awaji ที่พึ่งเปิดตัวเมื่อต้นเดือนนี้เองครับ ข้างในจะมีอะไรบ้าง เราเข้าไปชมกันเลยครับ

โดยสวนสนุก Nijigen no Mori นี้จะเน้นไปที่การให้ความสนุกที่ผสมผสานรูปแบบสองมิติของอนิเมะและมังงะเข้าไปด้วย ซึ่งจะมีเครื่องเล่นอย่างเช่น Night Walk Hi no Tori เส้นทางเดินชมธรรมชาติที่ใช้เทคโนโลยีโปรเจกชันแมปปิงสร้างภาพจากเรื่อง Hi no Tori (Phoenix/วิหคเพลิง) ผลงานของเทซึกะ โอซามุ ความยาวกว่า 1.2 กิโลเมตร

หรือ Crayon Shin-chan Adventure Park เครื่องเล่นที่สร้างโดนได้รับแรงบันดาลใจมาจากการ์ตูนเรื่อง เครยอนชินจัง ผลงานของ อุซุอิ โยชิโตะ เป็นต้น

และยังไม่หมดเท่านี้ เพราะในบริเวณสวนสนุกนั้น เราจะเจอกับเจ้าตุ๊กตาชินจัง ในลักษณะท่าทางต่างๆ ให้เราได้ถ่ายรูปคู่ด้วย เจ้าตัวนี้ ท่าที่ทุกคนน่าจะเคยคือท่าเปิดตูด ก็ถูกตั้งไว้ที่หน้าห้องน้ำพอดี ฮ่าๆ


ไหนๆวันนี้ก็เที่ยวมาทั้งวันแล้ว เย็นนี้ผมจะพาไปออนเซ็น  หูยยยยแค่ได้ยินคำว่าออนเซ็นตัวก็ลอยอยากจะวาร์ปไปในทันที เวลาผ่อนคลายจะเริ่มขึ้นแล้ว ที่นี่ Arima Onsen คือหนึ่งในย่านออนเซ็นเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น ตั้งอยู่บนภูเขาที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 300-350 เมตร บริเวณด้านเหนือของภูเขา Rokko และมีโรงแรมสไตล์เรียวกังเปิดให้บริการกว่า 30 โรงแรม

ว่ากันว่าออนเซ็นแห่งนี้เป็นที่รู้จักครั้งแรกในปี ค.ศ. 631 เนื่องจากจักรพรรดิ์องค์หนึ่งของญี่ปุ่นได้มาลงแช่ที่ออนเซ็นแห่งนี้จนชื่อเสียงของออนเซ็นเลื่องลือ และเริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลายยิ่งขึ้น น้ำแร่ในบ่อออนเซ็นแห่งนี้จึงมีคุณภาพดีและมีเอกลักษณ์ ติดอันดับ 1 ใน 3 ของออนเซ็นที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงมากที่สุดในญี่ปุ่น เนื่องจากอุดมไปด้วยแร่ธาตุคุณภาพดึในน้ำแร่ถึง 7 ชนิดในบ่อเดียว ซึ่งแร่ธาตุเหล่านี้มีส่วนช่วยในการรักษาโรค โดยที่มาของน้ำแร่ในบ่อออนเซ็นแห่งนี้นั้นมาจากน้ำทะเลที่อยู่ลึกลงไปใต้ดินถึง 60 กิโลเมตร ซึ่งออนเซ็นที่มีน้ำแร่เป็นน้ำทะเลนั้นหายากมาก ต่างจากออนเซ็นแบบทั่วไปที่มักจะเป็นน้ำบาดาลกับน้ำฝนที่ได้รับความร้อนจากภูเขาไฟแล้วจึงกลายเป็นน้ำแร่ให้ได้แช่กัน

แต่นอกจาก Arima Onsen จะเป็นแหล่งแช่ออนเซ็นเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยคุณภาพแล้วนะครับ ที่นี่ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างให้เราได้สัมผัส เพราะด้วยความที่ย่านนี้ค่อนข้างมีบรรยากาศอันเป็นเอกลักษณ์อยู่แล้ว เราจึงจะได้เดินชมบรรยากาศพื้นบ้านอันแสนสวยงามของย่านนี้

วิธีการเดินทาง จากสถานี Sannomiya ให้นั่งรถไฟสาย Kobe Municipal Subway ลงที่สถานี Arima onsen ค่าบริการในการแช่ออนเซ็นของแต่ละที่ ก็จะเริ่มต้นตั้งแต่ 650 -1500 เยน เท่านั้นนะครับ คุ้มมากกับการได้มาแช่สุดยอดออนเซนที่ขึ้นชื่อ หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://visit.arima-onsen.com/ (English)

สบายตัวกันแล้วนะครับ งั้นเราไปหาอะไรดื่มเพื่อเพิ่มการผ่อนคลายอีกสักหน่อย ก็น่าจะดีนะครับ เราไปกันที่ โรงกลั่นโกเบ ชูชินคัน Kobe Shu shin kan Brewery  

โรงกลั่นสาเกนี้มีความเป็นมาตั้งแต่ปี 1751 เชื่อกันว่าข้าวที่เขานำมาใช้นั้นเป็นข้าวที่ปลูกในโกเบอย่างเดียว และใช้น้ำที่ไหลมาจากภูเขาไฟร๊อคโกะ เพราะเหตุนี้จึงทำให้ เหล้าที่กลั่นออกมามีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์

และเรายังสามารถเข้าเยียมชมโรงงาน และขั้นตอนการผลิตได้อย่างใกล้ชิดด้วยนะครับ แต่ในเมื่อเรามาถึงที่แล้วจะดูอย่างเดียวไม่ได้ก็ต้องขิมด้วย และภายในร้านก็จะมีส่วนที่จัดไว้จำหน่าย มีทั้งของอุปโภคและบริโภค และผมยังมีที่เที่ยวให้ไปอีกแต่จะเป็นที่สุดท้ายของทริปนี้แล้วนะครับ

Takenaka Carpentry Tools Museum  พิพิธภัณฑ์เครื่องมือช่างไม้ทาเคนนากะ เป็นที่รวบรวมงานฝีมือที่ทำด้วยไม้ ภายในจะจัดแสดง สถาปัตยกรรมต่างๆ ที่ทำขึ้นมาจากไม้ทั้งหมด และบอกเรื่องนาวถึงวิวัฒนาการณ์ของเครื่องมือในใช้ในอดีตจนถึงปัจจุบัน และยังเปิดห้องให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปศึกษา

และนี่ก็คือสถานที่ท่องเที่ยวที่ผมเอามานำเสนอเป็นอย่างไรกันบ้างครับ ตั้งแต่ตอนแรก และอย่างตอนล่าสุดนี้ ผมหวังว่าทุกคนจะสนุกไปกับผม และออกไปเที่ยวเหมือนกันกับผมนะครับ เดี๋ยวมาตามดูกันต่อ ว่าทริปหน้าผมจะพาไปเที่ยวเมืองไหนกันอีก คอยติดตามกันนะครับ สวัสดีครับ


#นายต้นไม้

 


TAG Chugoku,Japan‬‬
ความคิดเห็น