“มิเอะ” หลงรักเมื่อหน้าร้อน #1

  • Share
  • share facebook
  • share google plus
view 2,069

Chubu Centrair International Airport (สนามบินนานาชาติ จูบุ เซ็นแทร์) หรือ เรียกสั้นๆ ว่า สนามบินจูบุ ตั้งอยู่ในตัวเมืองนาโกย่า


เปิดใช้งานครั้งแรกเมือปี 2005 สนามบินนี้มีเพียง 1 เทอมินอลเท่านั้น สำหรับการให้บริการ ทั้งสายการบินภายในและระหว่างประเทศ ถือได้ว่าเป็นสนามบินที่เพียบพร้อมจริงๆ ครับ แถมยังได้รางวัลสนามบินยอดเยี่ยม 5 ปีซ้อนอีกด้วย สนามบินนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ


สนามบินแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากเมืองนาโกย่า ประมาณ 30 กิโลเมตร เป็นสนามบินที่มีขนาดใหญ่แห่งภูมิภาคจูบุและที่สำคัญสนามบินแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางของประเทศญี่ปุ่นกันเลยทีเดียว ทำให้สะดวกสบายในการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ หรือต่อเครื่องไปยังเมืองต่างๆ ของประเทศญี่ปุ่นก็ง่ายมาก

   

และภายในสนามบินนี้มีสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งร้านค้า ร้านของเล่น ร้านอาหาร ร้านขายของฝาก ร้านขายซิมการ์ด หรือตู้ยอดอัตโนมัติก็ยังมีแบ่งไว้เป็นโซนได้ชัดเจน พูดได้เลยว่าแทบจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหมดในสนามบินนี้


หรือนักท่องเที่ยวที่จะรอขึ้นเครื่อง สัมภาระเยอะวุ่นวาย ก็สามารถไปจุดรับฝากของได้เลย ราคาก็ไม่ได้แพงครับ  และอีกหนึ่งไฮไลท์ที่สนามบินแห่งนี้ คือ มีจุดให้ชมเครื่องบินขึ้นลงอีกด้วย!! สุโก่ย!!!  แต่ยังไม่สุดแค่นี้ ที่เด็ดไปกว่าการยืนดูเครื่องบิน ก็มีบริการแช่ออนเซนพร้อมดูเครื่องบินขึ้นลง เอาล่ะ ไม่ต้องไปเที่ยวไหนละ เที่ยวอยู่สนามบินนี่แหละ


ก่อนที่เราจะไปเที่ยวกันทิ้งท้ายด้วยตัวมาสคอตของเมืองกันนะครับ ใครรู้ว่ามันคือตัวอะไรมาบอกด้วยนะถามเจ้าหน้าที่แล้วยังไม่ได้คำตอบเบยยย


จุดแรกที่วันนีเราจะพาไปเที่ยวกัน คือ วัดนิตไตจิ ( nittaiji temple ) “วัดไทย-ญี่ปุ่น” เป็นวัดที่ถูกพูดมากในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น วัดนี้ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1904 เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและพระพุทธรูปที่ได้รับพระราชทานจากพระมหากษัตริย์แห่งสยาม


วัดนิตไตจิเป็นวัดเพียงแห่งเดียวในญี่ปุ่นที่ไม่ได้เป็นของพุทธศาสนานิกายใดนิกายหนึ่ง แต่ทุกนิกายผลัดเปลี่ยนกันดูแล  นอกจากมีคนไทยที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นเดินทางมาสักการะเป็นจำนวนมากแล้ว ยังมีผู้คนจำนวนมากมาเที่ยวอย่างคึกครื้นตลอดทางเดิน และบริเวณภายในวัดในช่วงที่มีการจัดงานวัด ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 21 ของทุกเดือน


วัดนี้จึงมีเอกลักษณ์ความเป็นลูกผสมไทยเอาไว้หลายอย่างที่หาดูจากที่อื่นไม่ได้ เช่น ป้ายชื่อทางเข้าวิหารหลักแบบญี่ปุ่นแต่เขียนด้วยอักษรภาษาไทย ระฆังสไตล์วัดเซนของญี่ปุ่นแต่สลักตัวย่อเป็นสัญลักษณ์ จปร. รวมถึงเทพหน้าทางเข้าประตูวัดที่มักจะเป็นยักษ์ สไตล์ญี่ปุ่นก็เปลี่ยนเป็นรูปปั้นไม้แกะสลักที่เป็นรูปแบบของพระสงฆ์ไทยด้วย


หลังจากที่เราได้ดูศิลปะแบบผสมผสานไปแล้ว สถานที่ต่อไปที่เราไปนั้น เป็นสถาปัตยกรรมที่สวยงาม และเป็นสถานที่สำคัญอีกจุดหนึ่งของเมืองนาโกยา

    

ปราสาทนาโกย่า (nagoya castle) ก่อสร้างโดยโชกุน โทกุงาวะ อิเอะยาสุ  ซึ่งมีจุดเด่นคือหลังคาปราสาทสีเขียวอ่อนตัดกับรูปปั้นปลาสีทองอร่าม และภายในตัวปราสาทเราสามารถเดินได้ชมได้รอบ เพราะที่นี่เขาจัดให้เป็นพิพิธพันธ์ความเป็นมาทั้งของตัวเมืองนาโกย่าและตัวปราสาท รูปสลักปลาหัวเสือทองคำ “คินชะจิ” ที่มีชื่อเสียง (เป็นรูปสลักชะจิหุ้มทองเพียงหนึ่งเดียวในญี่ปุ่น)


ตัวปราสาทถูกบูรณะขึ้นใหม่ในปี ค.ศ.1959 เพิ่มความงดงามภายนอกและจัดแสดงสิ่งของมากมาย พื้นที่บางส่วนของ “วังฮมมารุ โกะเต็น” ซึ่งเป็นที่พักของเจ้าของปราสาทและใช้ต้อนรับแขกในสมัยก่อน ได้ถูกบูรณะใหม่และเปิดให้เข้าชมตั้งแต่ปี ค.ศ. 2013 เป็นสถาปัตยกรรมไม้แบบดั้งเดิม มีภาพวาดบนผนังห้องแต่งแต้มสีสันให้วิจิตรเปี่ยมด้วยความสง่างาม


หลังจากที่เราได้เที่ยวในเมืองนาโกยากันแล้ว ทริปนี้ผมจะพาเที่ยวต่างเมือง โดยการพาไปเที่ยวครั้งนี้เราจะไปเที่ยวด้วยรถไฟเป็นหลักในการเดินทางของเรา

บริษัท Kintetsu Railway มีระบบรางรถไฟที่ยาวที่สุดเป็นอันดับสองรองจาก JR และขณะนี้นำเสนอบัตรโดยสารแบบเหมาจ่ายในราคาพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยว เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางในภูมิภาคคันไซโดยใช้สายรถไฟสาย Kintetsu


นอกจากนี้ ยังสามารถใช้เดินทางไป-กลับสนามบิน Kansai International Airport และ Chubu International Airport และนั่งรถประจำทางได้ไม่จำกัดเที่ยวในบริเวณ Ise ในจังหวัด Mie เมือง Toba เมือง Ise-Shima และเมืองด้วย Matsuzaka


ขณะนี้มีบัตรเหมาจ่ายการเดินทางของรถไฟสาย Kintetsu Railway ได้แก่

Kintetsu Rail Pass 1-Day Pass / 2-Day Pass

Kintetsu Rail Pass 5 Days

Kintetsu Rail Pass Wide

** รายละเอียดเพิ่มเติม **

http://www.jnto.or.th/newsletter/trainkansai/


ตั๋วรถไฟก็มีแล้ว กล้องก็พร้อมแล้ว ออกเดินทางไปเที่ยวกันต่อเลยครับ


นั่งรถไฟจากนาโกย่า ประมาณ 30 นาทีก็มาถึง นากาจีม่า รีสอร์ท ซึ่งถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของนักช้อป แต่ก่อนที่เราจะไปช้อปปิ้งกันนั้น ผมได้แวะมาถ่ายรูปดอกไม้สวยๆ ที่ นาบานะโนะ ซาโตะ ถึงแม้ช่วงนี้จะไม่มีอุโมงค์ไฟเหมือนในช่วงฤดูหนาว แต่ก็จะมีอุโมงค์ดอกไม้ และสวนดอกไม้นานาชนิดให้ชมอย่างใกล้ชิด


ซึ่งที่นี่เรียกได้ว่าเป็นโอเอซิสขนาดใหญ่ที่สร้างความกลมกลืนระหว่างธรรมชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สวนแห่งนี้มีการเลี้ยงและแสดงดอกไม้กระถางตลอดทั้งปี บีโกเนียเป็นดอกไม้ที่สวยงามเฉพาะตัว บีโกเนียไม่ได้สวยงามแต่ดอกอย่างเดียว บางสายพันธ์ มีใบที่สวยงามด้วย การดูแลบีโกเนียให้ใบ และ ดอก สวยงามนั้น ไม่ได้ทำกันง่ายๆ ต้องดูแลเอาใจใส่กันมาก


ตัวเรือนสวนบีโกเนียนี้ มีขนาด 9 พันตารางเมตร ประกอบไปด้วยสี่โรงเรือน มีต้นบีโกเนีย จากทั่วทุกมุมโลก และหลายสายพันธ์มากและมีทั้งหมดประมาณ 5 พันกระถาง ถ่ายรูป ชมดอกไม้กันจนฟินแล้ว ก็มาถึงเวลาช๊อปปิ้งที่หลายๆ คนรอยคอ เอ้ยรอคอย

Jazz Dream Nagashima เป็นสถานที่นักท่องเที่ยวนิยมมากันมากถึงอันดับ 3 เพราะที่นี่รวบรวมทุกแบรนด์ที่โด่งดังไว้หมด ด้วยจำนวนร้านค้ากว่า 240 แห่ง ที่นี่จึงเป็นเอาท์เล็ตมอลล์ที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น แถมยังตั้งอยู่ห่างจากสนามบินนานาชาติชูบุเซ็นแทร์เพียง 70 นาทีเท่านั้น


และร้านค้าทั้งหมดนำเสนอสินค้าในราคาลดพิเศษ และยังมีหลายร้านที่ให้บริการแบบปลอดภาษี เมื่อแสดงหนังสือเดินทางต่างประเทศเวลาซื้อ ยิ่งทำให้ช้อปปิ้งกันได้อย่างไม่ต้องคิดมากกันเลยทีเดียว


การเดินทาง: จากสนามบินนานาชาติชูบุเซ็นแทร์ ใช้บริการ Meitetsu Airport Line เพื่อเดินทางไปยังสถานี Meitetsu Nagoya จากนั้น เดินไปยัง Meitetsu Bus Center เพื่อขึ้นรถโดยสารที่เดินทางไป Nagashima Onsen โดยตรง  

เว็บไซต์ : http://www.31op.com/nagashima/foreign/index_en.html


ศาลเจ้าอิเสะ-จิงงู – Ise Jingu Shrines เป็นที่ประดิษฐานของเทพโทโยอุเคะโนะโอคามิ ซึ่งเป็นเทพเจ้าที่ปกปักรักษาอุตสาหกรรมทุกประเภท นับตั้งแต่เครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย เมื่อประมาณ 1500 ปีก่อน


เทพโทโยอุเคะโนะโอคามิ เสด็จมาจากทัมบะสู่เชิงเขาทาคาคุระของอิเซะ และอีกฟากหนึ่งของทางเดินใกล้กับเกะคู ท่านจะพบบึงมางาทามะอิเคะซึ่งมีดอกไอริสเบ่งบาน ข้างบึงนั้นเป็นที่ตั้งของ อาคาร "เซ็นกูคัง" ซึ่งสร้างขึ้นเป็นที่ระลึกในพิธีสร้างศาลเจ้าและอัญเชิญเทพเจ้าของศาลเจ้าอิเซะครั้งที่ 62 ภายในเซ็นกูคังจัดแสดงทั้งสิ่งจำลองและวิดีทัศน์ที่เกี่ยวกับการสร้างอาคารหลักซึ่งเป็นที่ประทับของเทพเจ้า และขบวนแห่ เพื่อนๆ สามารถเรียนรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ได้ที่นี่


เมื่อได้มาไหว้ขอพรกันที่ศาลเจ้าเรียบร้อยแล้ว ถ้าใครสังสังเกตุก่อนทางเดินเข้าศาลเจ้า ทางขวามือ จะมีถนนเส้นหนึ่งที่มีบ้านเรือนตั้งเรียงราย และที่นี่คือ Oharaimachi แหล่ง Shopping ย่อมๆ หรือเรียกได้ว่าเป็นซุปเปอร์มาเก็ตสมัยก่อนเลยก็ว่าได้ เพราะตลอดทั้ง 2 ข้างทาง จะมีสินค้าอุปโภค บริโภคและอีกหลากหลายอย่างให้เลือก และที่สำคัญของต่างๆ ตามร้านจะเป็นซิกเนเจอร์ของเมืองๆ นี้ด้วยนะครับ


แด่ แด ดีแด แด่ แด๊ ดีแด………. เปิดตัวมาก็เพลงนี้ขึ้นมาเลย แสดงว่าต้องมีงานสมรส

ถ้ามาเมืองนี้แล้วนึกถึงคนรักหรืออยากมีความรัก มาเลยๆ ที่นี่ มาขอพรกันได้เลยครับ^^


MEOTO IWA ภูเขาแต่งงาน หรือว่าจะเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า หินแต่งงาน เมะโอโตะ อิวะ (Meoto-Iwa) หรือ (husband and wife rock) ลักษณะของหินในที่นี้ก็จะมีลักษณะเป็นหินก้อนใหญ่กับก้อนเล็กคู่หนึ่ง หินก้อนใหญ่เปรียบเสมือนสามี และหินก้อนเล็กนั้นเปรียบเป็นภรรยา ที่ครองคู่กันโดยมีเชือก Shimenawa คล้องอยู่ (คล้ายด้ายในพิธีมงคลสมรส) โดยจะมีประเพณีในการเปลี่ยนเชือกเส้นนี้ทุกปีๆ ละ 3 ครั้ง  มีความเชื่ออยู่ว่า หากใครได้มาที่นี่แล้วนึกอธิษฐานขอพรให้ได้คู่ครอง ก็มักจะสมปราถนาครับ สาธุๆ อิอิ


วันแรกที่ผมพาไปเที่ยวนี้เป็นการวอร์มเครื่องเท่านั้นนะครับ อย่าพึ่งหนีไปไหนนะ ผมยังมีสถานที่เด็ดๆ สวยๆ ที่น่าสนใจ แล้วเดี๋ยวผมจะพาไปเที่ยวที่ไหนอีกติดตามกันต่อในตอนที่ 2 นะครับ เดี๋ยวขอตัวไปขอพรก่อน ช่วงนี้ความรักห่างหาย


#นายต้นไม้

TAG nagoya,Chubu,mie,มิเอะ,นาโกย่า,จูบุ,Japan‬‬,เที่ยวญี่ปุ่น
ความคิดเห็น